Th En
 
ข่าวสารองค์กร
เนชั่น’เพิ่มทุนเสริมแกร่ง ระดมเงินลุยธุรกิจนิวมีเดีย
7 ตุลาคม 2562

“เครือเนชั่น” ประกาศเพิ่มทุนขยายธุรกิจ โดย บอร์ด “เนชั่น มัลติมีเดีย” ไฟเขียวเพิ่มทุน 1.35 หมื่นล้านหุ้น ระดมเงิน 813.59 ล้านบาท ใช้ชำระหนี้ ขยายธุรกิจใหม่สู่ “นิวมีเดีย” ต่อยอดธุรกิจเดิม หวังเชื่อมแพลตฟอร์ม “ออฟไลน์-ออนไลน์-ออนกราวด์” รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล ด้าน “เนชั่น บรอดแคสติ้ง” เพิ่มทุน 267.71 ล้านหุ้น ระดม 141.89 ล้านบาท ใช้ลงทุนขยายธุรกิจหลัก พร้อมไฟเขียวซื้อหุ้น “แฮปปี้” หวังรุกธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง

ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG ได้อนุมัติให้นำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2 ปี 2562 ในวันที่ 18 พ.ย.2562 พิจารณาอนุมัติการลดทุนจดทะเบียนของบริษัท 507.54 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 2,663.57 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ 2,156.02 ล้านบาท โดยตัดหุ้นที่ยังไม่ได้ออกขายจำนวน 957.63 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้(พาร์)หุ้นละ 0.53 บาท และเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกจำนวน 7,186.74 ล้านบาท โดยมีทุนจดทะเบียนใหม่จำนวน 9,342.77 ล้านบาท ซึ่งเป็นการออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 13,559.90 ล้านหุ้น เสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (RO) อัตรา 3 หุ้นเดิมต่อ 10 หุ้นเพิ่มทุนใหม่ ในราคา 0.06 บาทต่อหุ้น มูลค่ารวมไม่เกิน 813.59 ล้านบาท กำหนดวันเสนอขายตั้งแต่วันที่ 12 - 18 ธ.ค. 2562

นำเงินใช้ชำระหนี้-ขยายธุรกิจ

นายสมชาย มีเสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG กล่าวว่า เงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ บริษัทจะนำไปชำระคืนหนี้ระยะสั้นแก่สถาบันการเงินเพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน ไม่เกิน 200 ล้านบาท ใช้เป็นเงินทุนในการเพิ่มทุนตามสัดส่วนการถือหุ้น (RO)ของบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยจำนวน 101.38 ล้านบาท 

นอกจากนี้ยังนำไปใช้เป็นเงินทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจหลักของบริษัท ซึ่งมุ่งเน้นธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ และการขยายไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในลักษณะของสื่อรูปแบบใหม่ (New Media) โดยนำเนื้อหาสาระ(Content)ของกลุ่มบริษัทมาเชื่อมโยงและพัฒนารูปแบบ(Platform) Offline-Online-OnGround เพื่อให้บริษัทสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในอุตสาหกรรมสื่อในยุคดิจิทัล เช่น เว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น และเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากและง่ายขึ้น รวมไปถึง การจัดกิจกรรมพิเศษการจัดอบรมสัมมนา และการจัดกิจกรรมทัวร์

เล็งลงทุนธุรกิจคอลเซ็นเตอร์

นายสมชาย กล่าวด้วยว่า เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัทและส่งผลให้บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น บริษัทยังมีแผนที่จะลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิมของธุรกิจหลักฯ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง อาทิ ธุรกิจคอลเซ็นเตอร์หรือการให้บริการข้อมูลลูกค้า (Call Center) ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินทุนจำนวนประมาณไม่เกิน 455 ล้านบาท และจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2563 แต่แผนกลยุทธ์การลงทุนข้างต้นยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา หากมีเงินเหลือจากการลงทุน บริษัทจะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเงินทุนหมุนเวียน รวมถึงเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน รองรับการดำเนินงานปกติในธุรกิจหลักธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และการต่อยอดธุรกิจของบริษัทและบริษัทย่อย และรองรับการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับสถานการณ์จำนวนไม่เกิน 57.21 ล้านบาท

ทั้งนี้แผนการใช้เงินดังกล่าวข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ กระแสเงินสด แผนการดำเนินธุรกิจ แผนการลงทุน จำนวนเงินที่ได้รับหลังจากการเพิ่มทุน ความจำเป็น และความเหมาะสมอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริษัทเห็นสมควร โดยจะคำนึงถึงประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามการเพิ่มทุนครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทลดภาระต้นทุนทางการเงิน มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น และมีเงินทุนเพียงพอในการดำเนินธุรกิจปกติ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจหลัก และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และสามารถรองรับการลงทุนในธุรกิจที่สามารถต่อยอดจากธุรกิจหลักของบริษัทได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะช่วยสร้างรายได้และอาจเป็นผลกำไรที่ดีต่อบริษัทในอนาคต

นอกจากนี้บอร์ดอนุมัติให้บริษัทการโอนทุนสำรอง และส่วนล้ำมูลค่าหุ้น สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มี.ค.2562 จำนวน 32.70 ล้านบาท และจำนวน 1,169.75 ล้านบาท ตามลำดับ ไปชดเชยผลขาดทุนสะสมตามงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทสิ้นสุด วันที่ 31 มี.ค. 2562 ที่มีจำนวน 3,203.20 ล้านบาท ทำให้ภายหลังการดำเนินการดังกล่าวบริษัทยังคงมีผลขาดทุนสะสมจำนวน 2,000.75 ล้านบาท

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2562 มีผลขาดทุนสุทธิ จำนวน 113.89 ล้านบาท ลดลง18% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 139.11 ล้านบาท เนื่องจาก รายได้จากการขายและการให้บริการลดลง ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ จึงส่งผลกระทบทำให้รายได้จากการขายโฆษณาลดลง 3% และรายได้จากการจำหน่ายสื่อสิ่งพิมพ์ลดลง 19%

‘เอ็นบีซี’เพิ่มทุน141ล้านบาท

ด้าน นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทอนุมัติให้นำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญถือหุ้น ครั้งที่ 2/2562 ในวันที่ 18 พ.ย. นี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติการลดทุนจดทะเบียนของบริษัทจำนวน 184.90 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิมจำนวน 720.34 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่จำนวน 535.43 ล้านบาท โดยตัดหุ้นสามัญในส่วนที่ยังไม่ได้ออกจำหน่ายจำนวน 184.90 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1บาท

นอกจากนี้ได้อนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 803.15 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 267.71ล้านหุ้น เสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนการถืออยู่ (Rights Offering) อัตรา 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุน ที่ราคาหุ้นละ 0.53 บาท มูลค่ารวมไม่เกิน 141.89 ล้านบาท ระยะเวลาเสนอขายตั้งแต่วันที่ 18 - 24 ธันวาคม 2562

สำหรับเงินที่ได้จากการเพิ่มทุน จะนำไปใช้เป็นเงินทุนเพื่อรองรับการลงทุนสำหรับการขยายตัวของธุรกิจหลักของบริษัทที่มุ่งเน้นการเป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ และให้บริการข่าวสารโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์อย่างครบวงจร และสื่อรูปแบบใหม่ (New Media) ตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทด้วยการนำข่าวสารของกลุ่มบริษัทมาพัฒนาเป็นบริการด้านข้อมูลข่าวสารในรูปแบบต่างๆ เผยแพร่ผ่านช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัลเพื่อให้บริษัทสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในอุตสาหกรรมสื่อในปัจจุบัน เช่น เว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น รวมไปถึงการพัฒนารูปแบบการหารายได้อื่นๆ โดยการนำเนื้อหาสาระ (Content) และข้อได้เปรียบด้านต่างๆ จากการประกอบธุรกิจสื่อโทรทัศน์มาต่อยอดขยายไปสู่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น การจัดกิจกรรมพิเศษ การจัดอบรมสัมมนา และการจัดกิจกรรมทัวร์ เป็นต้น

ทุ่ม120 ล้านปรับโฉมสตูดิโอ-สนง.

ดังนั้นเพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินงานได้ตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ข้างต้น บริษัทจะใช้เงินทุนจำนวนประมาณ120 ล้านบาท ในการลงทุนเพื่อปรับปรุง และก่อสร้างส่วนเพิ่มเติมสำหรับการสร้างห้องสตูดิโอ ห้องอบรม ห้องสัมมนา ห้องรับรองลูกค้า และสำนักงานของบริษัทรวมถึงการซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับกับแผนกลยุทธ์ในการปรับตัวที่จะเปลี่ยนจากธุรกิจที่เน้นสื่อโทรทัศน์แบบเดิม เป็นธุรกิจที่มีทั้งสื่อโทรทัศน์ และสื่อรูปแบบใหม่ ทั้งด้านการให้บริการข้อมูล ด้านการสัมมนาและกิจกรรมเกี่ยวกับธุรกิจมีเดีย ด้านการให้บริการและจัดการประชาสัมพันธ์องค์กรผ่านเครือข่ายสังคม และด้านการให้บริการ Content Marketing ที่ช่วยต่อยอด และอาจสร้างรายได้ให้กับบริษัทในอนาคตได้ โดยบริษัทคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2563

รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางเงิน และรองรับการดำเนินงานปกติในธุรกิจหลักธุรกิจเกี่ยวเนื่องและการต่อยอดธุรกิจของบริษัทและบริษัทย่อย จำนวนประมาณ 21.89 ล้านบาทโดยแผนการใช้เงินดังกล่าวข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ กระแสเงินสด แผนการดำเนินธุรกิจ แผนการลงทุน จำนวนเงินที่ได้รับหลังจากการเพิ่มทุน ความจำเป็นและความเหมาะสมอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริษัทเห็นสมควร โดยจะคำนึงถึงประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ

ลุย‘โฮมชอปปิง’ต่อยอดธุรกิจเดิม

นอกจากนี้ บอร์ด อนุมัติให้บริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์วิชั่น จำกัด (NNV) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทที่ถือหุ้น คิดเป็น 99.99% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดใน NNV ให้เข้าจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ในบริษัท แฮปปี้โปรดักส์แอนด์เซอร์วิส จำกัด (Happy) ซึ่งประกอบธุรกิจการขายสินค้าและบริการผ่านทางโทรทัศน์(TVHome Shopping) จำนวน 500,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 30 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมของหุ้นที่จองซื้อเท่ากับ 15 ล้านบาท

ทั้งนี้การซื้อหุ้น Happy จะช่วยกระจายความเสี่ยงของการลงทุนและลดการพึ่งพิงรายได้หลักของบริษัทซึ่งมาจากธุรกิจสื่อโทรทัศน์โดยบอร์ดบริษัท ประเมินว่าธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้ง มีแนวโน้มที่จะเติบโตในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้แก่บริษัท และส่งผลดีต่อสถานะทางการเงิน อีกทั้ง เล็งเห็นว่า ธุรกิจ TV Home Shopping จะทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน(Synergy) ระหว่างธุรกิจสื่อโทรทัศน์ซึ่งเป็นธุรกิจเดิมของบริษัท และธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้งของ Happy ซึ่งธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้ง เป็นหนึ่งในธุรกิจยุคดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทที่มากขึ้นในช่วงระหว่าง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยในประเทศไทย ธุรกิจนี้ยังถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีขนาดเล็กแต่เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มในการเติบโตในอนาคตอีกมาก 

เนื่องจากมูลค่าตลาดทีวีโฮมช้อปปิ้งของประเทศไทยคิดเป็นเพียง 0.50% ของมูลค่าตลาดค้าปลีกรวม เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดทีวีโฮมช้อปปิ้งของประเทศใกล้เคียง เช่น ประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศตัวอย่างของการเติบโตธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้งที่สามารถสร้างรายได้มากถึง 4 แสนล้านบาทต่อปีที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศหรือมีมูลค่าตลาดทีวีโฮมช้อปปิ้งคิดเป็นถึง 4% มูลค่าตลาดค้าปลีกรวม และเมื่อพิจารณาจากภาพรวมอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของธุรกิจค้าปลีกไทยนั้น พบว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.90%ต่อปี(ข้อมูลจากดัชนีสมาคมผู้ค้าปลีกไทย)